สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล (Marine Mammals) คือกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิวัฒนาการมาให้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่หรือทั้งหมดอยู่ในทะเลและมหาสมุทร แม้จะหายใจด้วยปอดเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบนบกทั่วไป แต่ร่างกายของพวกมันปรับตัวให้เหมาะกับการดำรงชีวิตในน้ำอย่างสมบูรณ์ บทความนี้รวบรวมข้อมูลว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมีกี่ชนิด อะไรบ้าง ปัจจุบันพบมากที่สุดในทะเลเขตไหน มีจำนวนประชากรอยู่ประมาณเท่าไหร่ ดำรงชีวิตและหาอาหารอย่างไร และมนุษย์ควรทำอะไรเพื่อปกป้องพวกมัน
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลมีกี่ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มใดบ้าง
ปัจจุบันมีการระบุชนิดสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลไว้แล้วประมาณ 126-132 ชนิดทั่วโลก แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลักตามลักษณะทางชีววิทยา ดังนี้:
กลุ่มวาฬและโลมา (Cetacea)
กลุ่มใหญ่ที่สุด มีประมาณ 90 ชนิด แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ วาฬมีบาลีน (Baleen whales) เช่น วาฬสีน้ำเงิน วาฬหลังค่อม ซึ่งไม่มีฟันแต่มีแผ่นกรองอาหารในปาก และวาฬมีฟัน (Toothed whales) เช่น วาฬสเปิร์ม โลมา และวาฬเพชฌฆาต ซึ่งมีฟันสำหรับจับเหยื่อ กลุ่มนี้ใช้ชีวิตอยู่ในน้ำตลอดเวลา ไม่ขึ้นบกเลยแม้แต่ตอนคลอดลูก
กลุ่มสัตว์ตีนครีบ (Pinnipedia)
มีประมาณ 33-36 ชนิด ได้แก่ แมวน้ำ (seals) สิงโตทะเล (sea lions) และวอลรัส (walrus) สัตว์กลุ่มนี้ยังต้องขึ้นบกหรือขึ้นแผ่นน้ำแข็งเพื่อพักผ่อน ผสมพันธุ์ และคลอดลูก
กลุ่มพะยูนและมานาที (Sirenia)
มีเพียง 4 ชนิดทั่วโลก ได้แก่ พะยูน (dugong) 1 ชนิด และมานาที (manatee) อีก 3 ชนิด (มานาทีอเมซอน มานาทีแอฟริกา และมานาทีอเมริกา/เวสต์อินดีส) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลกลุ่มเดียวที่กินพืชเป็นอาหารหลัก
นากทะเล (Sea Otter)
นากทะเลเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาทุกกลุ่ม อาศัยอยู่ตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ มีขนหนาแน่นที่สุดในอาณาจักรสัตว์เพื่อรักษาความอบอุ่นแทนไขมันใต้ผิวหนังแบบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลกลุ่มอื่น
หมีขั้วโลก (Polar Bear)
แม้จะดูเหมือนสัตว์บก แต่หมีขั้วโลกถูกจัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลเช่นกัน เนื่องจากใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนน้ำแข็งทะเลและว่ายน้ำล่าเหยื่อในทะเลอาร์กติกเป็นหลัก
ปัจจุบันพบมากที่สุดในทะเลเขตไหนของโลก
งานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลชี้ว่า เขตน่านน้ำเขตอบอุ่นกึ่งขั้วโลกใต้ (Southern Hemisphere) ระหว่างละติจูด 20-50 องศาใต้ เป็นจุดที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะน่านน้ำรอบนิวซีแลนด์ หมู่เกาะซับแอนตาร์กติก และชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกาใต้
ขณะเดียวกัน ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific) ซึ่งครอบคลุมน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิก ก็ได้รับการยกย่องว่าอาจเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลสูงที่สุดในโลก เนื่องจากพบสัตว์กลุ่มนี้เกือบครึ่งหนึ่งของ 132 ชนิดทั่วโลกอาศัยหรือผ่านเข้ามาในเขตน่านน้ำนี้ ส่วนในซีกโลกเหนือ เขตมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือและตอนกลางที่มีไหล่ทวีปลาดชันก็เป็นอีกจุดที่มีความหลากหลายสูงเช่นกัน
ปัจจุบันมีประชากรอยู่ประมาณเท่าไหร่
ตารางด้านล่างสรุปประชากรโดยประมาณและสถานะการอนุรักษ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลกลุ่มสำคัญ:
| ชนิด/กลุ่ม | ประชากรโดยประมาณ (ทั่วโลก) | สถานะ IUCN |
|---|---|---|
| วาฬสีน้ำเงิน | 10,000-25,000 ตัว | ใกล้สูญพันธุ์ (EN) |
| วาฬสเปิร์ม | ไม่ทราบแน่ชัด (เคยประเมินราว 736,000 ตัวในปี 2536) | มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) |
| วอลรัส (แปซิฟิก+แอตแลนติก) | รวมประมาณ 250,000-275,000 ตัว | มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) |
| หมีขั้วโลก | 20,000-31,000 ตัว | มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) |
| นากทะเล | ประมาณ 150,000 ตัว | ใกล้สูญพันธุ์ (EN) |
| พะยูน | น้อยกว่า 100,000 ตัว (ลดลงกว่า 20% ใน 90 ปี) | มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) |
| มานาทีเวสต์อินดีส | 8,197-11,328 ตัว | มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (VU) |
| วาฬ โลมา ปลาโลมาปากขวด (แอตแลนติกยุโรป) | ราว 1.4 ล้านตัว (เฉพาะภูมิภาค) | แตกต่างกันตามชนิด |
สัตว์เหล่านี้ใช้ชีวิตและหาอาหารอย่างไร
วาฬมีบาลีน: กรองกินแพลงก์ตอนและคริลล์
วาฬมีบาลีน เช่น วาฬสีน้ำเงินและวาฬหลังค่อม ไม่มีฟันแต่มีแผ่นบาลีนคล้ายหวีในปากใช้กรองอาหาร โดยจะฮุบน้ำทะเลปริมาณมากพร้อมเหยื่อขนาดเล็กอย่างคริลล์และแพลงก์ตอนสัตว์ แล้วดันน้ำออกทางแผ่นบาลีน เหลือเพียงเหยื่อไว้ในปากกลืนกิน วาฬสีน้ำเงินหนึ่งตัวสามารถกินคริลล์ได้มากถึงวันละหลายตันในฤดูกาลหาอาหาร
วาฬมีฟัน: นักล่าปลาและปลาหมึก
วาฬมีฟัน เช่น โลมา วาฬเพชฌฆาต และวาฬสเปิร์ม ใช้ฟันจับเหยื่อโดยตรง กินปลา ปลาหมึก และบางชนิด เช่น วาฬเพชฌฆาต ยังล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมด้วยกันเอง เช่น แมวน้ำและสิงโตทะเล พวกมันใช้ระบบสะท้อนเสียง (echolocation) ในการค้นหาตำแหน่งเหยื่อในความมืดหรือน้ำขุ่น
พะยูนและมานาที: สัตว์กินพืชแห่งท้องทะเล
แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลกลุ่มอื่นโดยสิ้นเชิง พะยูนและมานาทีเป็นสัตว์กินพืชล้วน (herbivore) อาศัยหญ้าทะเล (seagrass) และสาหร่ายเป็นอาหารหลัก มานาทีบางชนิดยังกินพืชน้ำจืดและพืชริมฝั่งได้ด้วย พวกมันต้องกินอาหารในปริมาณมากถึงวันละ 10-15% ของน้ำหนักตัวเนื่องจากคุณค่าทางโภชนาการของพืชทะเลค่อนข้างต่ำ
นากทะเล: นักล่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
นากทะเลกินหอย เม่นทะเล ปู และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ ตามพื้นทะเล เนื่องจากไม่มีชั้นไขมันหนาช่วยเก็บความร้อนเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลกลุ่มอื่น นากทะเลจึงต้องกินอาหารมากถึงราว 25% ของน้ำหนักตัวต่อวันเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมประชากรเม่นทะเลไม่ให้ทำลายป่าสาหร่ายทะเล (kelp forest)
สัตว์ตีนครีบและหมีขั้วโลก: นักล่าปลาและแมวน้ำ
แมวน้ำและสิงโตทะเลส่วนใหญ่กินปลาและปลาหมึกเป็นหลัก ขณะที่หมีขั้วโลกเป็นนักล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารในอาร์กติก โดยกินแมวน้ำเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะแมวน้ำวงแหวนที่อาศัยอยู่บนน้ำแข็งทะเล การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการล่าเหยื่อของหมีขั้วโลก
มนุษย์ควรทำอะไรเพื่อปกป้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล
ลดการติดอวนโดยไม่ตั้งใจ (Bycatch)
การติดอวนจับปลาโดยไม่ตั้งใจ (bycatch) ถือเป็นภัยคุกคามอันดับต้น ๆ ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลทั่วโลก การปรับปรุงอุปกรณ์ประมงให้เป็นมิตรมากขึ้น เช่น อวนที่มีช่องให้สัตว์หนีออกได้ หรือการยกเลิกอวนลอยขนาดใหญ่บางประเภท ช่วยลดการตายของสัตว์เหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ลดความเสี่ยงจากเรือชน
การกำหนดเขตจำกัดความเร็วเรือและเขตห้ามเดินเรือในพื้นที่ที่มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลชุกชุม โดยเฉพาะเขตที่วาฬและมานาทีอาศัยอยู่หนาแน่น ช่วยลดอุบัติเหตุเรือชนซึ่งเป็นสาเหตุการตายสำคัญของทั้งสองกลุ่ม
ลดมลพิษพลาสติกและสารเคมีในทะเล
การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว กำจัดขยะและสารเคมีอย่างถูกวิธี และป้องกันไม่ให้ขยะไหลลงสู่ทะเล ช่วยลดความเสี่ยงที่สัตว์ทะเลจะกลืนกินพลาสติกหรือติดพันกับเศษซากอวนและเชือกที่ลอยอยู่ในทะเล
ขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล (MPAs)
เขตคุ้มครองทางทะเล (Marine Protected Areas) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สัตว์ทะเลมีพื้นที่ปลอดภัยจากการรบกวนของมนุษย์ ข้อตกลงสนธิสัญญาทะเลหลวง (High Seas Treaty) ที่ผ่านความเห็นชอบในปี 2566 ตั้งเป้าคุ้มครองพื้นที่มหาสมุทรทั่วโลกให้ได้ 30% ภายในปี 2573
ควบคุมภาวะโลกร้อนและการล่าสัตว์อย่างยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อหมีขั้วโลกและวอลรัสที่ต้องพึ่งพาน้ำแข็งทะเล การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจึงเป็นมาตรการระยะยาวที่สำคัญ ควบคู่กับการควบคุมโควตาการล่าวาฬและสัตว์ทะเลอื่น ๆ ให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืนตามหลักวิชาการ
สรุป
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลทั่วโลกมีอยู่ราว 126-132 ชนิด แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ วาฬและโลมา สัตว์ตีนครีบ พะยูนและมานาที นากทะเล และหมีขั้วโลก กระจายตัวอยู่ทั่วมหาสมุทรโลก โดยพบความหลากหลายสูงสุดในน่านน้ำเขตอบอุ่นซีกโลกใต้และภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ละกลุ่มมีวิธีหาอาหารที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การกรองกินคริลล์ ล่าปลาและปลาหมึก ไปจนถึงกินพืชทะเลล้วน ๆ แม้หลายชนิดจะมีจำนวนประชากรฟื้นตัวขึ้นจากยุคล่าวาฬในอดีต แต่ก็ยังเผชิญภัยคุกคามใหม่จากการติดอวน เรือชน มลพิษพลาสติก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งการลดกิจกรรมประมงที่เป็นอันตราย การขยายพื้นที่คุ้มครองทางทะเล และการควบคุมภาวะโลกร้อนอย่างจริงจัง
แหล่งอ้างอิง
- NOAA Fisheries – Marine mammals
- North American Nature – Groups of Marine Mammals
- PMC – Global Marine Mammal Biodiversity
- National Marine Mammal Foundation
- IWC – Population (Abundance) Estimates
- OceanInfo – Blue Whale Population
- Marine Mammal Commission – Pacific Walrus
- WWF Arctic – Polar bear population
- Dugong – Wikipedia
- The Marine Mammal Center – What Do Whales Eat?
- NOAA Fisheries – Understanding Marine Mammal Protections