ไดโนเสาร์ (Dinosaur) คือกลุ่มสัตว์เลื้อยคลานที่ครองโลกมาอย่างยาวนานที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์สิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ตัวเล็กจิ๋วขนาดเท่าไก่ไปจนถึงยักษ์ใหญ่ที่สุดที่เคยเดินบนบก บทความนี้รวบรวมข้อมูลว่าไดโนเสาร์มีกี่สายพันธุ์ สูญพันธุ์ไปแล้วกี่ล้านปี และปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์กำลังทำโครงการอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์บ้าง รวมถึงความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนชีพพวกมันขึ้นมาอีกครั้งแบบในภาพยนตร์ Jurassic Park

ไดโนเสาร์มีกี่สายพันธุ์

การนับจำนวนชนิดพันธุ์ไดโนเสาร์ที่แน่ชัดทำได้ยาก เพราะข้อมูลที่มีอยู่ขึ้นอยู่กับซากดึกดำบรรพ์ที่ขุดพบเท่านั้น ปัจจุบันนักบรรพชีวินวิทยาได้ตั้งชื่อและจำแนกไดโนเสาร์อย่างเป็นทางการไว้แล้วประมาณ 700-1,500 ชนิด จากมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การนับที่ต่างกัน และมีการค้นพบชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยมีการตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดใหม่ราว 40-50 ชนิดต่อปี หรือเกือบสัปดาห์ละ 1 ชนิด

อย่างไรก็ตาม ชนิดที่ค้นพบแล้วเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของความหลากหลายทั้งหมดที่เคยมีอยู่จริง แบบจำลองทางสถิติที่ใช้ประเมินอัตราการค้นพบซากดึกดำบรรพ์คาดว่า ตลอดยุคมีโซโซอิกอาจเคยมีไดโนเสาร์อาศัยอยู่บนโลกรวมกันราว 1,500-2,500 ชนิด และบางแบบจำลองประเมินว่าอาจสูงถึง 3,400 สกุล (genera) หากนับทั้งที่พบซากแล้วและยังไม่พบ นั่นหมายความว่าไดโนเสาร์ที่มนุษย์รู้จักในปัจจุบันอาจเป็นเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของความหลากหลายที่แท้จริง

ในบรรดาชนิดที่ค้นพบ ประมาณครึ่งหนึ่งจัดอยู่ในกลุ่มเทอโรพอด (Theropoda) ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์กินเนื้อสองขาที่รวมถึงไทแรนโนซอรัสและเป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบัน ส่วนที่เหลือแบ่งระหว่างกลุ่มซอโรโพโดมอร์ฟ (Sauropodomorpha) คอยาวตัวใหญ่ และกลุ่มออร์นิธิสเชียน (Ornithischia) ที่มักมีเขาหรือแผงกระดูก เช่น ไทรเซอราทอปส์และสเตโกซอรัส

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วกี่ล้านปี

ไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นก (non-avian dinosaurs) เริ่มปรากฏขึ้นบนโลกในช่วงปลายยุคไทรแอสสิก เมื่อราว 230-245 ล้านปีก่อน และครองความยิ่งใหญ่บนบกต่อเนื่องยาวนานผ่านยุคจูแรสสิกและยุคครีเทเชียส รวมระยะเวลากว่า 165-175 ล้านปี ก่อนจะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับสิ่งมีชีวิตอีกจำนวนมหาศาลเมื่อประมาณ 66 ล้านปีก่อน ณ รอยต่อระหว่างยุคครีเทเชียสกับยุคพาลีโอจีน หรือที่เรียกว่าเหตุการณ์สูญพันธุ์ K-Pg

สาเหตุหลักที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันอย่างกว้างขวางที่สุดคือ ดาวเคราะห์น้อยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 10-15 กิโลเมตร พุ่งชนโลกบริเวณคาบสมุทรยูกาตังในประเทศเม็กซิโกปัจจุบัน เกิดเป็นหลุมอุกกาบาตชิกซูลับ (Chicxulub) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 200 กิโลเมตร แรงชนก่อให้เกิดคลื่นความร้อนรุนแรง คลื่นสึนามิทั่วโลก และฝุ่นควันปริมาณมหาศาลที่บดบังแสงอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิโลกลดต่ำลงเป็นเวลานาน พืชพรรณล้มตายเกือบทั่วโลก และห่วงโซ่อาหารพังทลาย

ผลลัพธ์คือสิ่งมีชีวิตราว 75% ของทั้งหมดบนโลกในขณะนั้นสูญพันธุ์ไป รวมถึงไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นกทุกชนิด เหลือรอดมาได้เพียงกลุ่มไดโนเสาร์สายพันธุ์นก (avian dinosaurs) ซึ่งวิวัฒนาการต่อมาเป็นนกในปัจจุบัน ดังนั้นหากนับในทางวิวัฒนาการอย่างเคร่งครัด นกทุกตัวที่เราเห็นทุกวันนี้ก็คือไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ นับถึงปัจจุบันไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นกสูญพันธุ์ไปแล้วประมาณ 66 ล้านปี

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์มีโครงการอะไรเกี่ยวกับไดโนเสาร์บ้าง

ทำไม Jurassic Park ถึงเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง

แนวคิดการฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ด้วยการสกัด DNA จากยุงในอำพันตามภาพยนตร์ Jurassic Park ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B คำนวณว่า DNA มีค่าครึ่งชีวิต (half-life) ประมาณ 521 ปี หมายความว่าพันธะเคมีในสาย DNA จะสลายตัวไปครึ่งหนึ่งทุก ๆ 521 ปี แม้ในสภาวะเก็บรักษาที่ดีที่สุด เช่น กระดูกในอุณหภูมิติดลบ 5 องศาเซลเซียส DNA ก็จะสลายตัวจนอ่านค่าไม่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 1.5 ล้านปี และจะสลายหมดสิ้นอย่างสมบูรณ์ภายในราว 6.8 ล้านปีเป็นอย่างมาก

เมื่อเทียบกับไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วถึง 66 ล้านปี จึงเกินขีดจำกัดการอยู่รอดของ DNA ไปมากกว่า 40 เท่า นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปตรงกันว่าไม่มีทางที่จะพบ DNA ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์พอจะนำมาโคลนนิ่งได้ ซึ่งหมายความว่าการฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์แบบในภาพยนตร์ยังคงเป็นเพียงเรื่องแต่งทางวิทยาศาสตร์ (science fiction) ไม่ใช่ความเป็นไปได้ทางเทคนิคในอนาคตอันใกล้

โครงการ “ชิกเคนโนซอรัส” (Chickenosaurus)

แม้จะโคลนนิ่งไดโนเสาร์โดยตรงไม่ได้ แต่นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดัง แจ็ก ฮอร์เนอร์ (Jack Horner) ได้เสนอแนวทางที่ต่างออกไปตั้งแต่ปี 2552 นั่นคือการ “ย้อนวิศวกรรม” (reverse engineering) ไก่ให้แสดงลักษณะบรรพบุรุษไดโนเสาร์ที่ยังคงแฝงอยู่ในรหัสพันธุกรรม เนื่องจากนกคือไดโนเสาร์ที่วิวัฒนาการมา ยีนควบคุมลักษณะแบบไดโนเสาร์ เช่น ฟัน หาง และมือแทนปีก อาจยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวอ่อนไก่แบบ “ยีนแฝง” (atavistic genes) ที่แค่ถูกปิดการทำงานไปเท่านั้น

ทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการกระตุ้นให้ตัวอ่อนไก่พัฒนาจะงอยปากคล้ายไดโนเสาร์แทนปากไก่ปกติได้แล้วในห้องทดลอง แต่ในส่วนของหางกลับพบว่าการลดขนาดหางจากไดโนเสาร์มาเป็นหางสั้นแบบนกไม่ได้เกิดจากยีนแฝงเพียงยีนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางพันธุกรรมที่ซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ โครงการนี้จึงยังคงดำเนินอยู่ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถสร้าง “ไดโนเสาร์จากไก่” ที่สมบูรณ์ได้

บริษัทฟื้นคืนชีพสัตว์สูญพันธุ์ในปัจจุบัน

บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพอย่าง Colossal Biosciences ซึ่งเป็นที่รู้จักจากความพยายามฟื้นคืนชีพแมมมอธขนปุยและหมาป่าไดร์วูล์ฟ ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้มีแผนฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ เนื่องจากข้อจำกัดของ DNA ที่กล่าวมาข้างต้น สัตว์ที่บริษัทเหล่านี้เลือกฟื้นคืนชีพจึงเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อไม่นานนัก เช่น หลักพันถึงหลักหมื่นปี ซึ่งยังพอมี DNA หลงเหลือให้สกัดได้บางส่วน ต่างจากไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปนานเกินกว่า DNA จะคงอยู่

สิ่งที่วิทยาศาสตร์ทำได้จริงในปัจจุบัน

แม้จะฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์ทั้งตัวไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็มีความก้าวหน้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น การค้นพบโปรตีนและเซลล์เม็ดเลือดที่อาจหลงเหลืออยู่ในกระดูกไดโนเสาร์บางชิ้นที่เก็บรักษาไว้ดีเป็นพิเศษ การใช้เทคนิคสแกน CT และการวิเคราะห์เนื้อเยื่อกระดูก (histology) เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตและสรีรวิทยาของไดโนเสาร์อย่างละเอียดมากขึ้น รวมถึงการค้นพบซากไดโนเสาร์ชนิดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในแหล่งขุดค้นสำคัญ เช่น จีน อาร์เจนตินา และหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งช่วยเติมเต็มความเข้าใจเรื่องความหลากหลายของไดโนเสาร์ให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ

สรุป

ไดโนเสาร์เป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ครองโลกยาวนานกว่า 165 ล้านปี มีชนิดพันธุ์ที่ค้นพบแล้วราว 700-1,500 ชนิด จากที่คาดว่าอาจเคยมีอยู่จริงถึง 1,500-3,400 ชนิดทั่วโลก ก่อนจะสูญพันธุ์ไปจากเหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน แม้แนวคิดการฟื้นคืนชีพไดโนเสาร์แบบ Jurassic Park จะเป็นไปไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจาก DNA ไม่อาจคงสภาพอยู่ได้นานขนาดนั้น แต่ความพยายามอย่างโครงการชิกเคนโนซอรัสที่พยายามปลุกยีนไดโนเสาร์แฝงในตัวไก่ และการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ชนิดใหม่อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ก็ยังคงทำให้ความรู้เรื่องไดโนเสาร์ของมนุษย์ขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่มีวันได้เห็นไดโนเสาร์ตัวเป็น ๆ เดินอยู่จริงอีกครั้งก็ตาม

แหล่งอ้างอิง